ความสุขในการดูทีวีในบ้านกำลังจะเปลี่ยนไป

เชื่อว่าหลายคนหรือผู้คนจำนวนมากในประเทศไทย ที่อาศัยดูทีวีในบ้านเป็นการพักผ่อนราคาถูก กำลังจะเปลี่ยนไปในไม่ช้านี้ หลังจากที่มีข่าวเรื่องลิขสิทธ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโรที่ผ่านพ้นไป แต่เรื่องนี้จะยังเป็นเกมส์ที่เรื้อรังต่อไป ตราบใดที่มันยังเป็นแหล่งผลประโยชน์ที่มือใครยาวสาวได้ก่อน

ผมมีบทความมาให้อ่านเป็นเครื่องเพิ่มพูนความรู้รอบตัวข้างล่างนี้ อ่านจบแล้วท่านจะถึงบางอ้อทันที

ท่านคงจะเริ่มชินกับคำว่ากล่องรับสัญญาณบ้างแล้วใช่ใหม่ กล่องรับสัญญาณเป็นอุปกรณ์ที่ใช้พ่วงกับจานดาวเทียม อาทิ ท่านใช้จานดาวเทียมของใครหรือสีอะไร ผู้ขายจานดาวเทียมนั้นก็จะแถมกล่องรับสัญญาณมาให้ท่านหนึ่งกล่อง สามารถรับชมฟรีทีวี (ช่อง 3,5,7,9,11 หรือ ไทยพีบีเอส) และช่องต่างๆของเจ้าของจานดาวเทียมนั้นๆ

มาเกิดเรื่องราวขึ้นก็เมื่อคราวที่มีฟุตบอลยูโรที่ผ่านมา ฟรีทีวีเกิดดูไม่ได้จอดำ และอ้างเรื่องลิขสิทธ์กันขึ้นตามที่เป็นข่าวกันไปแล้ว ข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนี้……

ปรากฏการณ์ 'กล่อง' เกลื่อนเมือง

 

จากยุคเสาก้างปลา เปลี่ยนผ่านมาสู่จานดาวเทียม วันนี้ คนไทยกำลังสร้างสถิติใหม่ ด้วยการเป็นครัวเรือนที่มีกล่องรับสัญญาณดาวเทียมมากที่สุดในโลก

เหตุเพราะผู้ประกอบธุรกิจต่างกระโจนเข้าสู่สมรภูมินี้อย่างเข้มข้นเพื่อช่วงชิงโอกาสทางธุรกิจ จนเสมือนหนึ่งว่าผู้บริโภคได้กลายเป็นตัวประกันในวันที่ยังไร้กฎกติกา

 

 

-1-

“เล็ก เปิดทีวีให้พ่อดูหน่อย ภาพมันไม่มา…”

เสียงชายชราตะโกนเรียกสมาชิกในครอบครัวให้เปิดเครื่องรับโทรทัศน์ ปรากฏในหลายๆ พื้นที่ หลังจากที่บ้านเริ่มติดกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมกล่องใหม่ เพื่อใช้ชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโรในช่วงเดือนที่ผ่านมา วงจรอุปกรณ์หน้าตาใหม่ๆ หมาดๆ นี้ อาจจะยังไม่เป็นที่คุ้นเคยของผู้สูงวัยเท่าใดนัก

ด้วยอุปกรณ์พ่วงต่อที่มากเพิ่มขึ้น ทำให้การดูรายการโทรทัศน์ในวันนี้ มิได้ “เปิดปุ๊บ-ติดปั๊บ” อีกต่อไป สมาชิกในแต่ละบ้านต้องเรียนรู้การใช้เครื่องมือใหม่ๆ นี้ นับเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงจากการใช้เสาอากาศก้างปลาเมื่อครั้งอดีต มาสู่จานดาวเทียม และดูเหมือนว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไป หลายๆ ครัวเรือนในสังคมไทย กำลังจะมี “กล่อง” ที่ว่านี้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคอเกมกีฬาทั้งหลาย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของบรรดาผู้ผลิต/ขายเนื้อหา (Content Provider) ที่ต่างช่วงชิงแข่งขันการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดกีฬาแมทช์สำคัญจากต่างแดน

“ที่บ้านเริ่มต้นจากการติดตั้งจานดาวเทียมใหญ่ของพีเอสไอก่อน เป็นระบบซีแบนด์ เริ่มใช้มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ที่ดินข้างๆ เขาสร้างเป็นคอนโดสูง 15 ชั้น จนเราดูทีวีด้วยเสาอากาศแบบเก่าไม่ชัดเจน” สุวินัย ราชพฤกษ์ หนุ่มใหญ่ที่ซึ่งประกอบธุรกิจส่วนตัว เปิดเผยให้ฟัง ก่อนจะเสริมต่อว่า “ต่อมาระยะหลังๆ เมื่อจานดาวเทียมขนาดเล็ก แบบเคยูแบนด์ได้รับความนิยม เราก็ติดตั้งเพิ่มเติมด้วย เพราะต้องการจะดูช่องการเมืองที่ติดตามอยู่เป็นประจำ”

สุวินัย ยอมรับว่า ที่ผ่านมา จานดาวเทียมเปิดโอกาสให้สามารถรับชมข่าวสารและความบันเทิงได้อย่างหลากหลาย มากกว่าเสาอากาศก้างปลาที่มีอยู่เพียง 6 ช่องด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องมาเผชิญกับวิกฤตครั้งแรก เมื่อช่วงเทศกาลการแข่งขันฟุตบอลยูโรที่ผ่านมา จากการที่ไม่สามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ ทั้งที่เคยชมรายการที่เผยแพร่ผ่านทางฟรีทีวีได้ตามปกติ เพราะหนนี้ติดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ที่ทางจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ได้ทำสัญญาไว้กับเจ้าของลิขสิทธิ์

“จะทำอย่างไรได้ ทั้่งที่เรามีกล่องรับสัญญาณในบ้านอยู่แล้วถึง 2 กล่อง แต่ก็ต้องซื้อมาเพิ่มอีกกล่อง เพื่อรับชมรายการกีฬาที่เราสนใจ นี่ก็กำลังกังวลอยู่ว่า พอถึงโอลิมปิกจะเป็นอย่างไร แล้วพอถึงแมตช์ของฟุตบอลสเปน จะต้องซื้อกล่องซันบ็อกซ์ของอาร์เอสมาเพิ่มด้วยมั้ย ”

ปัญหาของ สุวินัย สอดรับกับคนอื่นๆ อีกไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือ มงคล โรจนโยธิน ซึ่งที่บ้านเป็นสมาชิก ‘ทรูวิชั่น’ เพราะเป็นแฟนเกมพรีเมียร์ลีกมาแต่ไหนแต่ไร แต่ต้องประสบกับปัญหาเดียวกัน คือเรื่องลิขสิทธิ์ที่ไม่อนุญาตให้แพร่ภาพผ่านช่องทางดาวเทียมได้ ในที่สุด เขาจึงตัดสินใจถอย “กล่อง” ที่ว่าออกมา อย่างเสียไม่ได้

“ในอนาคต ผมว่าหากใครๆ ใช้เกมธุรกิจแบบนี้ ผู้บริโภคอย่างเราคงต้องวิ่งซื้อกล่องกันให้วุ่นวายแน่ๆ มวยปล้ำก็ต้องซื้อกล่อง บาสเก็ตบอลก็ต้องซื้อกล่อง หากต้องถ่ายทอดอะไร หรือใครได้ลิขสิทธิ์อะไรมา ก็เริ่มต้นด้วยการขายกล่อง อย่างนั้นหรือ ?” หนุ่มวัยเบญจเพสตั้งคำถามด้วยความขัดข้องใจ

ขณะที่ มนตรี คงมหาพฤกษ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร GM2000 เผยความในใจว่า หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่จำความได้ เกมการแข่งขันกีฬาครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น โอลิมปิก เอเชียนเกมส์ ฟุตบอลโลก ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยการชมผ่านฟรีทีวีทั้งนั้น แต่มาถึงวันนี้ เมื่อแต่ละผู้ผลิตต่างเริ่มต้นด้วยการสร้างแพลทฟอร์มของตัวเอง และทิศทางกำลังนำไปสู่ลักษณะ “ต่างคนต่างทำ” เขาจึงอยากให้มีหน่วยงานกลางที่ดำเนินการอย่างมีกติกามากกว่าการแข่งขันอย่างไร้ระเบียบเช่นนี้

“หนนี้ผมไม่ได้ซื้อกล่อง อาศัยดูจากเสาก้างปลาที่บ้าน ซึ่งยังไม่ได้ทิ้งไป แต่ภาพความคมชัดเปลี่ยนไปมาก เพราะทุกวันนี้ รอบๆ บ้านมีแต่ตึกสูง เหตุผลหลักๆ ที่ผมไม่ได้ซื้อกล่อง เพราะคิดว่าฟุตบอลมาดึกมาก และคงไม่ได้ดูทุกแมตช์ เช่นเดียวกัน ลาลีกา ของซันบ็อกซ์ ซึ่งจะมาดึกกว่านั้น ยังนึกสงสัยว่าแล้วจะมีใครดูมั้ย แต่เท่าที่ทราบนะ ในทางเทคนิค สัดส่วนภาพของ จีเอ็มเอ็ม แซท ที่ออกอากาศผ่านกล่องนั้น เป็นแบบ 16 : 9 ซึ่งให้สัดส่วนภาพที่ถูกต้อง ทำให้นักฟุตบอลตัวสูงขึ้น ภาพออกมาค่อนข้างดีทีเดียว” มนตรีให้ความเห็นแบบแบ่งรับแบ่งสู้

-2-

ในฐานะผู้ประกอบการ สุรชาติ ตั้งตระกูล ผู้บริหารของ จีเอ็มเอ็ม บรอดคาสติ้ง บ่งชี้ว่านี่คือ รูปแบบใหม่ของธุรกิจ หลังจากยุคไร้เสาก้างปลาเป็นต้นมา ซึ่งทางผู้กำกับดูแล หรือ Regulator ยังไล่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน แต่ด้วยความเป็นผู้ประกอบการ จึงจำเป็นต้องสร้างแพลทฟอร์มของตัวเอง ท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

“จากเดิมที่เราต้องไปเช่าเวลาฟรีทีวี ตอนนี้ เราหันมาหาทีวีดาวเทียม เราไม่ได้เอาผู้บริโภคมาเป็นตัวประกัน แต่เราวิ่งไล่ตามผู้บริโภคมากกว่า สื่อดิจิตัลมีหลายรูปแบบ เราเลือกสื่อที่เป็น friendly use ให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งเอาเข้าจริงๆ การขายกล่อง หลายๆ คนอาจจะมองว่าง่าย เพียงไม่นานเราขายได้เป็นล้านกล่อง แต่การรักษาฐานะผู้บริโภคไว้ไม่ใช่เรื่องง่าย ขึ้นอยู่กับการใส่คอนเทนท์ลงไปให้เป็นที่ยอมรับด้วย”

สุรชาติ ยังตอบเสียงสะท้อนที่มีถึงกล่องจีเอ็มเอ็ม แซท หลังฤดูกาลฟุตบอลยูโรผ่านพ้นไปว่า ไม่น่าจะมีการนำมาขายเลหลัง เพราะถึงที่สุดแล้ว คนใช้งานกล่องน่าจะรู้ดีว่า ฟังก์ชั่นพื้นฐานของกล่องยังมีอยู่ และสามารถใช้งานในการรับชมข่าวสารบันเทิงอื่นๆ ได้ตามปกติ

ขณะที่ ปีเตอร์ กัน นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งเคยผ่านประสบการณ์ด้านธุรกิจจานดาวเทียมมาก่อนหน้านี้ ให้ความเห็นต่อปรากฏการณ์ “กล่องเกลื่อนเมือง” ว่า โดยหลักๆ แล้ว มาจากแรงขับทางธุรกิจ ที่ทุกคนต่างต้องการ “เป็นใหญ่” ด้วยกันทั้งสิ้น

“มันเป็นสภาพไม่ต่างจากมาเฟีย ที่ต้องการยึดพื้นที่หัวหาดของตัวเอง ในห้วงเวลาที่เทคโนโลยีมาเร็ว แต่การ implement ในประเทศนี้ล่าช้าเกินไป หากเรากลายเป็นดิจิตัลทีวีกันหมด คงไม่ต้องเจอปัญหานี้”

ปีเตอร์ ขยายความด้วยว่า แม้กระทั่งลำดับหมายเลขช่องที่ผู้ให้บริการจานดาวเทียมกำหนดไว้ ซึ่งก่อให้เกิดการได้เปรียบ-เสียเปรียบ แก่ผู้ผลิตเนื้อหานั้น ในความเป็นจริง หากช่างผู้ติดตั้งจานดาวเทียมให้ข้อมูลการใช้งานแก่ผู้บริโภคอย่างถูกต้องเหมาะสม ก็สามารถเลือกและกำหนดช่องตามความต้องการของตนเองได้เช่นกัน

“ผมคิดว่า กสทช.ต้องเร่งรัดให้เกิดดิจิตัลทีวี และเร่งรีบจัดการให้เกิดกติกา เพื่อคานกับอำนาจเถื่อนที่เกิดขึ้นในเวลานี้”

-3-

แนวคิดของ ปีเตอร์ และ มนตรี เป็นโจทย์ที่ สุภิญญา กลางณรงค์ หนึ่งในคณะกรรมการ กิจกรรมกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยอมรับว่า กำลังผลักดันงานคู่ขนานไปพร้อมๆ กัน ด้านหนึ่งคือการยกเลิกระบบการแพร่ภาพแบบแอนะล็อก และการผลักดันให้เกิด ดิจิตัล ทีวี ให้ลุล่วงในปี 2015 โดยเร่งรีบให้มีการผลิตกล่อง และเสากระจายสัญญาณ ออกไปให้ทั่วถึงครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ และอีกด้านหนึ่งคือการสร้างกติกาสำหรับโทรทัศน์ดาวเทียมให้เกิดขึ้น

“ต้องยอมรับว่า หลายๆ อย่าง เกิดขึ้นก่อนที่จะมีกติกา แต่เราคงปล่อยให้ไปในทิศทางที่ไม่ควบคุมไม่ได้ ดังนั้น สำหรับใครก็ตามที่เข้ามาในตลาดก่อน ก็ย่อมจะได้เปรียบ แต่ในที่สุด กสทช. จะมีกฎกติกาที่เหมาะสมเพื่อมากำกับดูแล ตอนนี้ content provider ได้ก้าวมาสู่การเป็น platform provider ทำให้มีอำนาจต่อรองมาก จนมีการมองว่าเป็นการนำผู้บริโภคมาเป็นตัวประกัน เรื่องนี้เราคงย้อนกลับไปก่อนยุคที่ไม่มีการแข่งขันไม่ได้ การกำกับดูแลย้อนหลังคงทำได้ยาก แต่ทำอย่างไรที่จะให้เกิดเงื่อนไขการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งเราจะออกใบอนุญาตเพื่อมากำกับดูแลในเร็ววันนี้”

สุภิญญา อธิบายว่า ที่ผ่านมาไม่มีกฎหมายห้ามขายกล่องรับสัญญณดาวเทียม ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำเข้าได้โดยเสรี แต่สำหรับการเก็บค่าบริการรายเดือนในอนาคตนั้น จะเข้ามาอยู่ในอำนาจการดูแลของ กสทช. ทันที ซึ่งสำหรับกล่องรับสัญญาณดาวเทียมในอนาคต อาจจะพัฒนาให้เป็นรูปแบบมาตรฐาน สำหรับการเข้าถึงช่องรายการต่างๆ แต่จะมีช่องสำหรับเสียบการ์ดสำหรับช่องรายการพิเศษโดยเฉพาะ

ท่ามกลางความกังขาของผู้บริโภค ปีเตอร์ กัน แนะนำทางออกง่ายๆ สำหรับเรื่องนี้เป็นการปิดท้ายอย่างท้าทายว่า

“สำหรับผู้บริโภค ในห้วงเวลาที่ยังไม่มีดิจิตัลทีวี หากคุณไม่ต้องการเสียเงินซื้อกล่อง เพื่อดูจากจานดาวเทียม ก็สามารถหันมาใช้เสาอากาศก้างปลาไปพลางๆ ก่อน ไปปรับเสาเดิมของคุณให้ชัดเจนขึ้น อย่าไปยึดติดกับกล่อง กับจาน จนเกินไป ยกเว้นในบางพื้นที่ที่สัญญาณแอนะล็อกไปไม่ถึงจริงๆ ”
ขอบคุณที่มาจาก :www.wiseknow blog

Explore posts in the same categories: พูดจาประสาคนไทย

ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,

You can comment below, or link to this permanent URL from your own site.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: